วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

มะขาม เป็นยาดีและเครื่องสำอางชั้นยอด


มะขาม หรือ Tamarind เป็นพืชพื้นบ้านไทยที่ส่วนใหญ่ใช้ปรุงอาหาร ยกเว้นมะขามหวานที่ทานสด แต่มะขามเปรี้ยวถูกนำมาใช้ประโยชน์มากกว่า เพราะความเปรี้ยวนั่นเองที่ทำกับข้าวได้อร่อยได้รสชาติต่างจากน้ำมะนาว
ในมะขามอุดมด้วยวิตามินบี 2 แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และยังมีกรดผลไม้หลายชนิดเช่น กรดซิตริก กรดทาทาริค เป็นต้น ที่สำคัญมีวิตามินเอ วิตามินซีสูง
มะขามนอกจากจะใช้ปรุงอาหารแล้ว ยังมีฤทธิ์เป็นยา คนที่เป็นหวัดนานๆ ไม่หายสักทีลองรับประทานมะขามดูสัก 2-3 ฝัก หรือทำน้ำมะขามดื่ม รับรองหายไข้ เพราะมีสรรพคุณลดอุณหภูมิในร่างกายได้ดี หวัดหายเป็นปลิดทิ้ง แถมยังทำให้ชุ่มคอชื่นใจ หายเจ็บคอ ช่วยขับเสมหะอีกต่างหาก เหมาะมากกับช่วงฤดูฝนเช่นนี้ นอกจากนี้มะขามยังเป็นยาระบายที่ดีอีกด้วย


มาถึงวันนี้ความลับอันทรงคุณค่าของมะขามเพิ่งถูกค้นพบและดึงออกมาเป็นจุดเด่นใหม่ คือมะขามอุดมด้วยสาร AHA (Alpha hydroxyl acids)
คือกรดผลไม้ เหมือนที่มีในแอปเปิ้ล องุ่น กระทั่งในนมก็มี สรรพคุณของ AHA คือช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้หลุดลอกออกไปเร็ว เผยผิวใหม่ที่สดใสกว่าเดิม ยิ่งในมะขามอุดมด้วยวิตามินซีมากก็จะช่วยบำรุงผิวด้วยอีกทางหนึ่ง
คนไทยสมัยก่อนจึงนิยมนำน้ำมะขามเปียกคั้นแล้วมาทาใบหน้าทิ้งไว้สักพัก แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดก็จะได้ผิวหน้านุ่ม ใส ไร้สิว
ปัจจุบันธุรกิจเครื่องสำอางที่กำลังเน้นไปที่การใช้สมุนไพรไทยเป็นจุดขาย จึงหันมาจับมะขามใส่หลอดแล้วจำหน่ายในรูปแบบของครีมล้างหน้า หรือครีมพอกหน้า บ้างก็ผสมไปกับขมิ้นชัน และน้ำผึ้งเพื่อเพิ่มสรรพคุณบำรุงผิว
แต่ก็มีข้อควรระวังสำหรับคนที่ใช้มะขามบำรุงผิวหน้าคือระวัง เข้าตา กรดในมะขามทำให้แสบตาได้แบบไม่ลืมเลย สำหรับบางคนอาจจะแพ้สารในมะขามได้บ้าง โดยจะรู้สึกผิวแสบร้อนแบบนี้ก็ไม่ควรใช้
มะขามพืชไทยราคาถูก เปี่ยมสรรพคุณทรงคุณค่า ใช้ได้ทั้งกินทั้งทา สารพัดประโยชน์เช่นนี้ คงต้องรีบซื้อหามาติดบ้านไว้ หรือไปหามาปลูกสักต้นก็ไม่เลว  

Credit : http://www.oknation.net/blog/diamond/2010/08/20/entry-2


น้ำมะพร้าว ช่วยได้ ชะลอวัย คลายเครียด


health_003ในช่วงอากาศร้อนแม้จะเริ่มมีสายฝนโปรยปรายลงมาให้คลายร้อนบ้าง และด้วยอุณหภูมิที่พุ่งสูงของสถานการณ์บ้านเมืองก็อาจทำให้หลายคนเริ่มมองหน้ามองตากันแล้วสังเกตเห็นในกันและกันว่า ผิวพรรณที่เคยสวยใสกลับไม่ผุดผ่องดังเดิม ริ้วรอยและความหมองคล้ำก็กลับมามีบทบาทอีแบบไม่ทันตั้งตัว นั่นคงเป็นเพราะผลจากข่าวสารต่างๆ รอบตัวที่เราซึมซับเข้าไปทุกวันๆ มันได้บั่นทอนความงามในร่างกายและจิตใจไปทีละน้อยๆ อย่างช้าๆ แต่ไม่ต้องตกใจไปหรอกนะคะ พี่อู่มีวิธีรับมือง่ายๆ กันเรื่องเหล่านี้มาแนะนำในสไตล์ของธรรมชาติบำบัดที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ไม่ยากเลย
ประการแรก ให้เริ่มต้นที่จิตใจกันก่อน แค่ลองเปิดใจให้กว้างและวางอคติลง ทำแบบนี้ให้ได้ตลอดวันรู้เท่าทันใจและความคิดอาจยากไปสักนิดแต่ให้พยายามฝึก รับรองว่าทำได้ทุกคนแน่นอนค่ะ กับอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่ควรทำคู่กันไปเพื่อช่วยชะลอวัยอย่างได้ผลดี นั่นคือ
ทุกเช้าที่เราตื่นนอนขึ้นมา ให้ดื่มน้ำมะพร้าวสดๆ เช้าละ 1 ผล ทานลูกเขียวๆ สดๆ ไม่ต้องเติมน้ำตาลและไม่ต้องแช่เย็นนะคะ ดื่มแต่น้ำห้ามทานเนื้อมะพร้าวเด็ดขาด เพราะถ้าเราทานเนื้อด้วยจะเป็นแค่เพียงทานผลไม้เฉยๆ ซึ่งจะไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการเลยค่ะ เนื่องจากประโยชน์ของการดื่มน้ำมะพร้าวก็คือ เราได้ดื่มน้ำสะอาดบริสุทธิ์ที่แฝงฤทธิ์ของยาอายุวัฒนะตามธรรมชาติไว้ด้วย น้ำมะพร้าวช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอความชรา และชะล้างสิ่งที่ตกค้างในร่างกายสรรพคุณเป็นฤทธิ์เย็นและช่วยขับพิษได้ดีทีเดียว น้ำมะพร้าว 1 ลูก เท่ากับข้าว 2 จานเชียว แต่จะขับออกไปภายใน 5 นาที จะเข้าเยียวยาร่างกายเราได้เร็วมาก ถ้าวันไหนเพลียมากๆ ก็ให้เติมน้ำผึ้งแท้ๆ สัก 1-2 ช้อนชา รับรองสดชื่นหายเพลีย ยิ่งกว่าได้เครื่องดื่มชูกำลังซะอีก (พวกติดกาแฟลองดูสูตรนี้นะคะ) ใช้หยอดตาแก้คันตา ภูมิแพ้ที่ตาได้ด้วย ใช้ทาหน้ายกกระชับใบหน้าได้ดีมาก...มาก (ทาทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออกหน้าจะนุ่มเด่งดึงแต่ไม่ใช่ล้างหน้านะ ถ้าล้างหน้าก็...เอวัง...ตัวใครตัวมันก็แล้วกันจ้ะ) อ้อ...ผู้ป่วยเป็นโรคไต และเบาหวานห้ามทานนะคะ
ไม่ต้องเชื่อพี่อู่หรอกนะแค่ขอให้ลองทำดู เราจะรู้ว่าของดีเป็นยังไงก็ต่อเมื่อเราได้ลองด้วยตัวเราเองจริงมั้ย...อย่าลืมนะเพียงดื่มให้ได้ทุกวัน จะได้เห็นพลังสด...และผลของยาอายุวัฒนะขนานนี้และจะได้รู้ว่าน้ำมะพร้าวเป็นยิ่งกว่าน้ำมะพร้าวได้ยังไง เพียงลองทำตามที่พี่อู่แนะนำดูนะคะ
Credit : http://www.sdsweb.org/sdsweb/index.php/2010-09-04-06-22-07/2010-09-04-10-27-29/353-2011-01-31-11-06-31

Yeast / ยีสต์


ยีสต์เป็น จุลินทรีย์ ชนิดหนึ่งอยู่ในอาณาจักร ฟังไจ (fungi) ซึ่งเป็นอาณาจักรเดียวกันรา (mold)
ยีสต์ มีเซลชนิดยูคาริโอต (Eukariote) เป็นเซลเดี่ยวรูปร่างกลม รูปไข่ หรือเหมือนผลเลมอน มีขนาดใหญ่กว่าแบคทีเรีย (bacteria) มีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยประมาณ 5 ไมครอน
yeast
การขยายพันธ์ของยีสต์
ยีสต์ส่วนมากขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศด้วยการแตกหน่อ (budding) แต่ยีสต์บางชนิดอาจขยายพันธ์แบบอาศัยเพศด้วยการสร้างสปอร์ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า แอสโคสปอร์ (ascospore) หรือ เบสิดิโอสปอร์ ( basidiospore)
ชนิดของยีสต์
ยีสต์ที่ขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศอย่างเดียวเรียกว่า ดิวเทอโรมัยซีส หรือ ยีสต์เทียม ยีสต์ที่ขยายพันธุ์ได้ทั้งแบบไม่อาศัยเพศก็ได้ และอาศัยเพศโดยการสร้างแอสโคสปอร์ เป็นยีสต์แท้ซึ่งจัดยู่ในกลุ่ม แอสโคมัยซีส (ascomycete) ได้แก่ Saccharomyces
ยีสต์เจริญได้ทั้งในสภาวะที่มีออกซิเจน และไม่มีออกซิเจน ยีสต์ที่เจริญได้ในภาวะที่มีออกซิเจนเรียกว่า ออกซิเดทีฟยีสต์ (oxidative yeast) โดยเกิดเป็นฟิมส์ที่ผิวหน้าของอาหารเหลว ส่วนยีสต์ที่เจริญได้ทั้งภาวะที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน เจริญได้ทุกส่วนของอาหารจัดเป็นพวกยีสต์เฟอร์เมนเตทีฟ (fermentative yeast)
ความสำคัญของยีสต์ต่ออาหาร
ยีสต์สายพันธุ์ที่ใช้มากในอาหาร คือSaccharomyces cerevisaeโดยยีสต์ใช้สารอินทรีย์เป็นแหล่งพลังงานและแหล่งคาร์บอน เจริญได้ดีในอาหารที่มีน้ำตาลมาก เช่น ผลไม้ ที่มีรสหวาน น้ำผี้ง แยม (jam) สามารถเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็น คาร์บอนไดออกไซด์ และเอธิลแอลกอฮอล์ในขบวนการหมัก (fermentation)
  • ใช้ในอุตสาหกรรมเบเกอรี่ (bakery) เรียกว่า baker yeastโดยใช้ เป็นสารที่ทำให้ขึ้นฟู (leavening agent) ในขนมปัง (bread) โดนัท (doughnut) ใช้ในรูป ยีสต์สด หรือ ยีสต์แห้ง (active dried yeast)
  • ใช้เพื่อการผลิตเครื่องดื่มอัลกอฮอล์ (alcoholic beverage) เช่น เบียร์ (beer) ไวน์ (wine) วิสกี้ (wiski) สาโท กระแช่
  • เซลยีสต์มาผลิตเป็น ยีสต์สกัด (yeast extractหรือ yeast autolysate)
การเสื่อมเสียของอาหารเนื่องจากยีสต์
ยีสต์มีเอนไซม์ที่ย่อยสลายกรดอินทรีย์ต่างๆที่ใช้ในการถนอมอาหาร เช่น กรดแลคติก (lacatic acid) กรดอะซีติก (acetic acid) ได้ ทำอาหารหมักที่ต้องการให้เกิดกรดดังกล่าวมีความเป็นกรดลดลง ทำให้อาหารมีสภาวะเหมาะสมต่อการเจริญของแบคทีเรีย และเน่าเสียได้ อาหารที่เกิดการเน่าเสียจากยีสต์มักเกิดกลิ่นหมัก เป็นเมือก หรือฝ้าบริเวณผิวหน้า รวมทั้งเกิดความขุ่นและเกิดฟองแก๊สได้
credit : http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0555/yeast-%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C

น้ำมะพร้าว...มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

น้ำมะพร้าว...มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

 ****ขอบคุณ คุณ "นิรนาม" จากจดหมายลูกโซ่ครับ****

                 'น้ำมะพร้าว' ถือเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่จากธรรมชาติ เพราะต้นมะพร้าวมีลำต้นสูง ต้องผ่านการกลั่นกรองตามชั้นต่างๆ ของลำต้นกว่าจะถึงลูกมะพร้าวที่อยู่ข้างบน น้ำมะพร้าวที่ได้มาจึงบริสุทธิ์มาก และอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี แถมยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประ โยชน์ได้ภายใน 5 นาที และยังเป็นประโยชน์ในการขับสารพิษและชำระล้างร่างกาย ด้วยค่ะ น้ำมะพร้าวช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ การดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันจะช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ได ้ จากผลงานวิจัยของ ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตร เจนสูง ซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่ อมในสตรีวัยทอง นอกจากนี้ การดื่ม น้ำมะพร้าวเป็นประจำทุกวันยังสามารถช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติ และไม่ทิ้งรอยแผลเป็นอีกด้วยค่ะ น้ำมะพร้าวช่วยให้ผิวพรรณสดใส น้ำมะพร้าวสามารถช่วยเสริมสร้างความสวยใสของผิวพรรณ ทำให้เปล่งปลั่งและขาวนวลขึ้นจากภายในสู่ภายนอก เพราะในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจนอยู่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ และในน้ำมะพร้าวยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ ่งเซลล์ได้ดี แถมยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย (คล้ายๆ กับการทำดีท็อกซ์) จึงช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส อีกทั้งความเป็นด่างของน้ำมะพร้าวยังช่วยปรับสมดุลขอ งร่างกายในช่วงที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้กลไกการทำงานของระบบภายในเป็นปกติ ส่งผลให้มีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกค่ะ.. น้ำมะพร้าว 'สปอร์ตดริ๊งค์' จากธรรมชาติ เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูง รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียเนื่องจาก อาการท้องเสียหรือท้องร่วงได้ จึงจัดเป็นสปอร์ตดริ๊งค์ (Sport Drink) สามารถดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออ กกำลังกาย นอกจากนี้ ในประเทศไต้หวันและประเทศจีน ยังนิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อลดอาการเมาหลังการดื่มเคร ื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วยค่ะ น้ำมะพร้าวเป็นอาหารบริสุทธิ์ และเต็มไปด้วยกลูโคสที่ร่างกายดูดซึมเข้าไปใช้ได้ง่า ย นอกจากนั้นมะพร้าวยังเป็นผลไม้ที่มีความเป็นด่างสูง สามารถรักษาโรคที่เกิดจากร่างกายมีความเป็นกรดมากเกิ นไป หมอพื้นบ้านไทยถือกันว่า มะพร้าวเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเส้นเอ็น ใช้รักษาโรคกระดูกได้ ส่วนคนจีนเชื่อว่า น้ำมะพร้าวมีฤทธิ์เป็นกลาง ไม่เป็นทั้งหยินและหยาง มีสรรพคุณในการขับพยาธิ สำหรับคนไข้ที่อาเจียนและท้องร่วงในเวลาเดียวกัน สามารถดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมกลูโค สไปใช้ในเวลาอันรวดเร็วได้.. น้ำมะพร้าวดื่มได้ทุกวัน ทุกเพศทุกวัย เพราะเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติ ทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่เป็นอันตรายเหมือนน้ำอัดลม น้ำหวาน หรือน้ำที่ผ่านการปรุงแต่ง เพราะไม่ทำให้เกิดพิษหรือทัอกซินขึ้นในร่างกาย แต่สำหรับคนที่เป็นโรคไตและโรคเบาหวานไม่ควรดื่ม เพราะน้ำมะพร้าวมีความหวาน ไม่เหมาะกับโรคดังกล่าวค่ะ น้ำมะพร้าวเปิดลูกแล้วควรดื่มเลย ไม่ควรทิ้งไว้นาน ถ้าเราตัดหรือหั่นผลไม้ อย่าทิ้งไว้เกินครึ่งชั่วโมง แม้จะเก็บในตู้เย็นก็ตามค่ะ ควรกินให้หมดในครั้งเดียว ผลไม้แต่ละอย่างจะมีพลังชีวิต ถ้ากินผลไม้สุกจากต้นจะได้รับพลังชีวิตสูง หากเก็บทิ้งค้างไว้ พลังชีวิตหรือคุณค่าของผลไม้จะลดต่ำลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่เก็บค่ะ..

credit : http://blog.eduzones.com/ajarnboo/10864

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประโยชน์ของมะขาม




มะขาม
Tamarindus indica Linn.

อาจกล่าวได้ว่าแทบทุกส่วนของมะขามสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
เนื้อ เนื้อมะขามเริ่มใช้เป็นประโยชน์ได้ตั้งแต่เริ่มเป็นฝักอ่อน ๆ โดยนำมาใช้ปรุง อาหาร เช่น ทำน้ำพริกมะขามอ่อน หรือใช้บริโภคสด ๆ ร่วมกับพริกเกลือ หรือกะปิหวาน ฝักสดที่แก่จัดเมล็ดเริ่มเปลี่ยนสีแต่เปลือกยังไม่ล่อน นิยมใช้ทำมะขามแช่อิ่ม บางครั้งก็นิยมนำมาเผาไฟจนเกรียมหรือหมกในขี้เถ้าควันไฟแล้วแกะเปลือกออกใช้รับประทานได้ เมื่อฝักมะขามแก่จัดเมล็ดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เนื้อมีสีขาวหรือบริเวณผิวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนบ้างแล้ว เปลือกแยกออกจากเนื้อ เรียกกันว่า “ฝักคาบหมู” ฝักคาบหมูของมะขามหวานจะมีรสหวานอมเปรี้ยวซึ่งกล่าวกันว่ามีรสชาดอร่อยมาก ประโยชน์ของฝักมะขาม มีมากมาย
มะขามเปรี้ยวที่แก่จัดและเปลือกหุ้มฝักเปราะดีแล้ว เมื่อแกะเอาเปลือกออกเนื้อภายในเรียกว่ามะขามเปียก มะขามเปียกนอกจากใช้ใส่ในแกงต่าง ๆ เพื่อปรุงรสแล้ว ยังใช้ทำน้ำมะขาม มะขามกวน มะขามแก้ว ทางประเทศอินเดียและบริเวณใกล้เคียงใช้ทำจัตนี ใช้มะขามดองปลาเพื่อดับกลิ่นคาว และใช้ใส่ในแกงกะหรี่ ทางประเทศอังกฤษและประเทศต่าง ๆ ในยุโรปใช้ทำซอส ส่วนในอเมริกาใช้ทำเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ นอกจากนี้เนื้อมะขามยังมีประโยชน์ในด้านทำความสะอาดภาชนะที่เป็นทองแดง และ ทองเหลืองได้ดีอีกด้วย
มะขามมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรกเลือดออกตามไรฟัน ในประเทศมอริเชียสใช้เนื้อมะขามผสมเกลือรักษาโรกปวดตามข้อและตามกล้ามเนื้อ ในประเทศฟิลิปปินส์ใช้เป็นยาระบาย ยาถ่ายพยาธิของสัตว์โดยผสมกับน้ำเกลืออุ่น ๆ ฉีดสวนเข้าทางทวารของสัตว์ ส่วนประเทศไทยมักใช้เนื้อมะขามผสมในยาแผน-โบราณต่าง ๆ ใช้แก้เสมหะ แก้หวัด และผสมกับปูนแดงปิดพอกฝี
เปลือกฝัก เปลือกของมะขามแก่ที่แกะแยกเนื้ออกไปแล้วนำมาใช้เป็นยาฝาดสมาน ทางภาคเหนือของประเทฯไทชใช้เปลือกตำให้แตกเป็นเกล็ดเล็ก ๆ ผสมกับยาสูบพื้นเมืองช่วยทำให้รสชาดยาสูบกลมกล่อมดียิ่งขึ้น

เมล็ด เมล็ดมะขามที่คั่วหรือต้มแล้วใช้บริโภคได้ ในแถบอ่าวแบงกอลใช้รักษาโรคบิด น้ำต้มเมล็ดรักษาฝี เมล็ดมะขามคั่วแล้วและกะเทาะเอาเปลีอกออกใช้รับประทานแก้โรคท้องร่วง โรคบิด อาเจียน และเป็นยาถ่ายพยาธิ เนื้อในเมล็ดมะขามนี้เป็นแหล่งที่ให้แป้งที่มีคุณภาพดีอีกด้วยในประเทศอินเดีย นำเนื้อนี้มาบดให้ละเอียดใช้สำหรับทำกาวซึ่งมีคุณภาพสูงแทนการใช้แป้งข้าวเจ้า ทำให้สามารถลดปริมาณ การใช้แป้งข้าวเจ้าและแป้งจากสาคูที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษ เครื่องทอและทำกระสอบป่านลงได้ ทำให้อินเดียสงวนข้าวไว้สำหรับการบริโภคได้ถึงปีละ 40 ล้านบาท นอกจากนี้แป้งดังกล่าวยังนำมาใช้ทำอาหารชั้นดี และทำโรตี เนื่องจากแป้งในเมล็ดมะขามมีคาร์โบไฮเดรตที่เรียกว่า เจลโลส (Jellose) ซึ่งมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับวุ้น ฉะนั้นเมื่อผสมเข้ากับสารละลายบอแรกซ์ และจะใช้ทำเป็นแป้งกาวได้อย่างดีเลิศเพราะมีความเหนียวดีมาก แป้งชนิดนี้ยังใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมทำผ้าดอก เพื่อใช้พิมพ์ลวดลายลงบนแผ่นยางอีกด้วย นอกจากนี้น้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดยังนำมาใช้ประกอบอาหารใช้เป็นน้ำมันขัดเงา หรือผสมสีทาบ้าน ใช้เป็นน้ำมันตะเกียง ในประเทศอินโดนีเซียใช้เป็นยารักษาเส้นผม
เปลือกเมล็ด เปลือกสีน้ำตาลที่หุ้มเมล็ดนั้นเมื่อกะเทาะเอาเนื้อสีขาวข้างในออกไปแล้ว อาจนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ หรือนำมาผสมกับสารส้ม และยางสนเพื่อใช้ทำสีย้อมผ้าและขนแกะก็ได้

ใบ ใบอ่อน ใบหรือยอดมะขามอ่อนนิยมใช้ปรุงอาหารไทย เช่น ใช้แกงส้ม ใส่ต้ม ส้มปลาเค็ม ต้มปลาสลิด ต้มไก่
ใบแก่ ในประเทศอินเดียใช้ใบแก่มาสกัดสีออกเพื่อทำสีย้อมผ้าในประเทศมาลากาซี (เดิมมาดากัสการ์) ใช้เป็นยาขับพยาธิ และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ในแอฟริกาตะวันตกใช้ใบมะขามแห้งมาบดรักษาแผลและโรกพิษสุราเรื้อรัง ขับเสมหะ แก้บิด แก้ไอ นอกจากนี้ยังมีผู้เคยนำใบมะขามมาเคี้ยวแล้วนำไปวางบนแผลที่ถูกงูกัดเพื่อดูดพิษงู ในประเทศไทยเราใช้ใบมะขามแก่กับใบส้มป่อยต้มน้ำร้อนสระผม หรืออาบน้ำเด็ด เพื่อทำให้ศีรษะและเนื้อตัวสะอาด เด็กที่กำลังเป็นหวัดหากใช้น้ำใบมะขามสระผม ทุกเช้าจะทำให้หายหวัดเร็วขึ้น ใบมะขามต้มกับหัวหอมยังใช้อาบน้ำให้คนไขระยะฟื้นไข้และรักษาโรคหวัด ได้อีกด้วย
ลำต้น ไม้มะขามเป็นไม้เนื้อแข็ง เหนียว มีลายละอียดสวยงามมาก นำมาใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ได้หลายอ่าง เช่น โต๊ะ ตู้ เตียง ด้ามจอบ ด้ามเสียม ทำเขียงและเผาเป็นถ่านจะให้ถ่านที่มีคุณภาพดี
ราก ในตอนเหนือของประเทศไนจีเรียใช้ส่วนของรากมะขามรักษาโรคเรื้อน

เปลือกและรก เปลือกรกของมะขามมีสรรพคุณเป็นยาในประเทศแทนซาเนีย ใช้รกและเนื้อทำความสะอาดเครื่องทองแดงและทองเหลือง และยังใช้เป็นเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

credit : http://www.noyshop.com/web-board/board.php?newsId=1660

ไวน์มะขาม และไวน์ผลไม้



โพสในหมวด มะขามแปรรูป by Tamarind
การทำไวน์ผลไม้
          ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 13 % นิยมทำจากผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะยม มะขาม
โดยใช้เชื้อยีสหมักน้ำตาลในน้ำผลไม้ เป็นเวลาประมาณ 7 วัน จนถึง 1 เดือน
อุปกรณ์ที่ใช้ทำไวน์ 
    1.ปากขวดแคบ ความจุ 3 ลิตร-20 ลิตร
    2.สำลีหรือหลอดดักอากาศ
    3. อุปกรณ์เครื่องครัว เช่น หม้อต้ม เตาแก๊ส มีด กรวย ทับพี เขียง ผ้าขาวบางสะอาด ตะแกรง หรือ กระชอน
    4. เทอร์โมมิเตอร์
เชื้อยีสที่ใช้หมักไวน์  มี 2 ชนิด
   1. ยีสต์สด เป็นเชื้อยีสต์สายพันธุ์บริสุทธิ์ใช้หมักไวน์จะได้รสชาติดี ในการใช้ต้องเตรียมลงในน้ำผลไม้ เพื่อให้ยีสต์มีความแข็งแรงเต็มที่ ก่อนผสมลงในถังหมักขนาดใหญ่
   2. ยีสต์แห้ง เป็นเชื้อยีสต์ชนิดเดียวกับที่ใช้หมักขนมปัง มีจำหน่ายทั่วไป ขนาดการใช้  2 ช้อนชาต่อน้ำผลไม้ 20 กิโลกรัม
การเตรียมหัวเชื้อยีสต์สด 
                นิยมเตรียมในน้ำผลไม้ที่จะทำไวน์ วิธีคือ ต้มน้ำผลไม้ตามสัดส่วนบรรจุขวดปากแคบ เช่น ขวดแม่โขงประมาณครึ่งขวด เมื่อน้ำผลไม้เย็นลง ให้เติมยีสต์สดโดยใช้ยีสต์สด 1 หลอด ต่อน้ำผลไม้ 1 ถึง 2 กิโลกรัม ปิดจุกด้วยสำลีให้แน่น เก็บใว้ประมาณ 1 ถึง 2 วัน ให้สังเกตุ น้ำผลไม้ที่มีเชื้อยีสต์เต็มที่ขุ่นขึ้น และเดือด จึงให้เติมลงในถังหมักขนาดใหญ่ โดยใช้หัวเชื้อ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำผลไม้ 10 กิโลกรัม ( เชื้อยีสสดมีขายที่ ร้านขายเชื้อเห็ด หน้า ม.เกษตรศาสตร์ )
วิธีการหมักไวน์ 
1. หลังจากเติมเชื้อยีสต์แล้ว ปิดจุกด้วยสำลี หรือหลอดดักอากาศ นำไปหมักใว้ ประมาณ 7 วัน ถึง 1 เดือน โดยสังเกตุปฏิกริยาเมื่อการหมักสิ้นสุดลง( น้ำผลไม้จะเริ่มใสไม่มีฟองอากาศจากการเดือด และมักจะมีตะกอนข้นขุ่น
2. อากาศหรืออุณภูมิรอบ ๆถังหมักไม่ควรสูงเกินไป ถ้าอากาศร้อนมากควรแช่ถังหมักใว้ในน้ำตลอดเวลา
การปฏิบัติหลังการหมัก
       1. เมื่อการหมักสิ้นสุดลง ให้ทำการฆ่าเชื้อยีสต์ที่ยังเหลืออยู่ทันที หากปล่อยทิ่งใว้ ไวล์จะเสีย หรือกลายเป็นน้ำส้มสายชูหมักไปเลย
       2. วิธีการฆ่าเชื้อยีสต์ ทำได้ 2 วิธี
              2.1 ต้มในหม้อต้ม โดยระวังไม่ให้ไวน์เดือด ให้ใช้อุณภูมิในการต้มเพียง 75 องศาเซนเซียส เป็นเวลาเพียง 15 นาที
              2.2 ใช้สารเคมี โปรแตสเซี่ยมเมตาไบซัลไฟต์ 2 กรัม ต่อไวล์ 20 ลิตร ปล่อยทิ้งใว้ 24 ช.ม. จึงถ่ายไวน์ออกจากถังหมักนำไปบ่มไว้ในห้องเย็นเพื่อให้ไวน์ใส ก่อนบรรจุขวดจำหน่ายต่อไป

ส่วนผสม
      1.สับปะรดปลอกเปลือกสับละเอียด
      2. น้ำตาลทราย
      3. เชื้อยีสต์
      4. น้ำสะอาด
วิธีการทำ
      1. ต้มสับปะรดในน้ำ โดยใช้อัตราส่วน สับปะรด 1 ส่วนต่อน้ำสะอาด 2 ส่วน ให้คั้นกรากออก
      2. เติมน้ำตาลโดยใช้น้ำสับปะรด 8 กิโลกรัม และน้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม
      3. ต้มให้เดือด แล้วบรรจุลงภาชนะขวดปากแคบ(ขวดแม่โขง)ที่ลวกเตรียมใว้แล้ว ปิดฝาขวดแล้วทิ้งใว้ให้เย็น
      4. เปิดฝาขวดแล้วนำเชื้อยีสต์ที่เตรียมใว้มาเติมลงในขวดแล้วปิดฝาขวดด้วยสำสีหรือหลอดดักอากาศ
      5. หมักใว้ 7 วัน ถึง 1 เดือน จึงทำการฆ่าเชื้อยีสต์ที่เหลืออยู่แล้วถ่ายไวน์ออกจากถังหมักนำไปบรรจุขวดแล้วแช่เย็นเพื่อให้ไวน์ใสต่อไป
ข้อควรระวังในการทำไวน์
   ความสะอาดของเครื่องมือ และ ควรตรวจสอบขั้นตอนการหมักทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันไวน์เสีย
       
ไวน์กระเจียบ
  ส่วนผสม
     1. น้ำสะอาด             10        กิโลกรัม
     2. เนื้อกระเจียบแห้ง   2        ขีด
     3. น้ำตาลทราย          1.90    กิโลกรัม
     4. ยีสต์                      1         ช้อนชา
  วิธีการทำ
     1. ต้มน้ำให้เดือด พอน้ำเดือดให้ใส่กระเจียบแห้งลงไป 10 นาที
     2. กรองเอากรากออกด้วยผ้าขาวบาง
     3.ตั้งไฟแล้วใส่น้ำตาลลงไปให้เดือดสัก 5 นาที
     4. ยกลงแช่น้ำเย็น
     5. ใส่ยีสต์ลงไปแล้วนำใส่ถังหมักต่อไป
     6. ให้ใส่สายยางลงไปในถังหมักไม่ให้ปลายสายยางด้านในถังจมน้ำไวน์ใว้เพื่อไม่ให้อากาศภายนอกเข้าถังโดยผ่านอากาศภายในถังหมัก หลังจากนั้นใช้ดินน้ำมันพอกปากถังให้สนิทไม่ให้รั่ว แล้วทิ้งใว้ประมาณ 7 ถึง 15 วัน
    7. แล้วนำไปต้มฆ่าเชื้อที่อุณภูมิ 75 องศาเซนเซียส แล้วนำมาแช่น้ำเย็นเพื่อทำการ น็อกเชื้อ

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

น้ำตาลทราย





                       

ภาพที่ 1.2 ลักษณะของน้ำตาลทราย
                     ที่มา : http://news.mediathai.net/detail_news.php?newsid=79650

ซูโครส (อังกฤษ: Sucrose) เป็นไดแซ็กคาไรด์ชนิดหนึ่ง มีชื่อสามัญว่า น้ำตาลทราย (table sugar) ซูโครส 1 โมเลกุลประกอบด้วยมอโนแซ็กคาไรด์ 2 โมเลกุลได้แก่กลูโคสและฟรุคโตส
องค์ประกอบ(Composition)
ซูโครสประกอบด้วยโมเลกุลของ กลูโคส(glucose) 1 โมเลกุล เชื่อมต่อกับโมเลกุลของ ฟรุคโตส(fructose) 1 โมเลกุล ด้วยโคเวเลนท์บอนด์ที่ชื่อว่าไกลโคซิดิก บอนด์ (glycosidic bond) สูตรเอมไพริกัลของซูโคส คือ C12H22O11, และชื่อเคมีคือ β-D-fructofuranosyl-(21)-α-D-glucopyranoside. ( α(1-2) pronounced alpha-one-two )
การผลิต (Production)
ในประเทศไทยและประเทศในแถบเมืองร้อนสามารถผลิตซูโครสในระดับอุตสาหกรรมได้จาก อ้อย (sugar cane) ส่วนประเทศในแถบเมืองหนาวจะใช้ หัวบีทเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต น้ำตาลที่ได้จากอุตสาหกรรมเหล่านั้นเรียกว่า "น้ำตาลทราย" โดยระหว่างกระบวนการผลิตจะถูกทำให้ขาวโดยการฟอกสีและนำไปตกผลึก (crystallized) ก่อนที่จะบรรจุเพื่อส่งจำหน่าย